Home | Certficate | Google Map |
ธุรกิจขนส่งบูม 1.4 หมื่นล้านรับอีคอมเมิร์ซ

 

 

 

ผลพวงจากการตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยที่กำลังเติบโต

ส่งผลให้กับ “ธุรกิจบริการขนส่ง” ร้อนแรงตามไปด้วย

จากการที่มีผู้เล่นรายเล็กและใหญ่ ทั้งของไทยและต่างประเทศ

ร่วมวงชิงเค้กตลาด ที่คาดกันว่าจะถึง 1.4 หมื่นล้านในอีก 3 ปีข้างหน้า   

ตัวเลือกในเวลานี้ จึงไม่ได้มีแค่ “ไปรษณีย์ไทย” ที่คุ้นเคยเท่านั้น เอ่ยชื่อมาเวลานี้ มีทั้งของไทยและประเทศในแถบนี้ เกาหลี ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น เคอรี่ เอ็กซ์เพรส, ลาล่ามูฟ, Grab, Skootar, Deliveree นิ่มซี่เส็ง ทำตลาดหนักมากขึ้น

ส่วนรายใหญ่อย่าง ดีเอชแอล นำบริษัทในเครือ ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ เข้าสู่ตลาดในไทยเต็มรูปแบบ รวมถึงรายใหญ่อย่าง SCG ที่จับมือกับแมวดำจากประเทศญี่ปุ่นหรือ บริษัท ยามาโตะ เอเชีย จำกัด เปิดตัวธุรกิจใหม่ เอสซีจี เอ็กซ์เพรส เพื่อธุรกิจส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วน

 

                                         

 

ดีเอชแอลจัดหนัก

ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ มองเห็นโอกาสมากมายจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ ซึ่ง มัลคอล์ม มอนเตโร ประธานกรรมการบริหาร DHL eCommerce เอเชียแปซิฟิก และ เกียรติชัย พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ DHL eCommerce ประเทศไทย ได้ร่วมกันประเมินตลาดอีคอมเมิร์ซในไทย (ตัวเลขจากยูโรมันนี่) ว่ามีอัตราเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 22% ต่อปี  เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย

 

คาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า คือภายในปี 2563 จะโตไปถึง 3 เท่า หรือมีมูลค่า 140,000 ล้านบาท ซึ่งสัดส่วนยอดขายผ่านอีคอมเมิร์ซ  1.7-2% ของยอดค้าปลีกทั้งหมด หากนำไปเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว มีสัดส่วนมากกว่า 10%  สะท้อนว่าอีคอมเมิร์ซในโตได้อีก 5-6 เท่า

ปัจจัยที่เป็นแรงหนุน มาจากผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น ผู้ประกอบการ SME ซึ่งถือเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดเอสเอ็มอี  โดยมีทั้งหมด 2.7 ล้านราย หันมาค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซ 3 หมื่น –  4 หมื่นราย และด้วยนโยบายดิจิตอลไทยแลนด์ของรัฐบาล ผลักดันให้เอสเอ็มอีหันมาค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 3 หมื่นราย

เมื่อตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโต ส่งผลให้ “ธุรกิจขนส่ง” เติบโตตามไปด้วย ขณะเดียวกันธุรกิจอีคอมเมิร์ซเองก็ต้องพึ่งพาบริการขนส่งสินค้าจากมืออาชีพ เพราะลูกค้ามักจะเปลี่ยนใจได้เสมอหากได้สินค้าไม่ตรงกับความต้องการ

จากการประเมินของดีเอชแอลพบว่า ธุรกิจขนส่งสินค้าอีคอมเมิร์ซทั่วโลก จะมีสัดส่วน 10% เช่นเดียวกับไทย เมื่อดูจากตลาดอีคอมเมิร์ซจะพุ่งไปถึง 140,000 ล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้า ตลาดขนส่งจะมีมูลค่าสูงถึง 14,000 ล้านบาท

 

ดีเอชแอลเอง หลังจากที่เข้ามาปักธงธุรกิจขนส่งอีคอมเมิร์ซเมื่อปีที่แล้ว ลงทุนวางระบบและคน เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าได้ 15 ล้านแพ็กเกจต่อปี มีพนักงาน 500 คน ศูนย์กระจายอีก 40 กว่าแห่ง ได้ผลตอบรับดีเกินคาด จึงต่อยอดสเต็ปสอง ขยายเครือข่ายจุดรับสินค้ากระจายสินค้าไปในต่างจังหวัด ซึ่งคาดว่าเติบโตสูงถึง 30-35% คู่แข่งมีน้อย ดีเอชแอลจึงใช้จุดขายเรื่องความเร็วในการจัดส่ง หรือ next day (ส่งวันนี้พรุ่งนี้ได้) มาเป็นยุทธศาสตร์ในการเจาะลูกค้า

ส่วนลูกค้ากรุงเทพฯ เพิ่มบริการรถมารับสินค้าที่บ้าน หรือออฟฟิศ มีข้อแม้ว่าต้องส่ง 10 ชิ้นขึ้นไป รวมทั้งบริการขนส่งไปต่างประเทศ จากเดิมที่ให้บริการแก่ลูกค้า “B 2 B” จะขยายฐานมาที่ลูกค้ารายย่อยหรือ “C 2 C” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งในตลาดสำคัญ

รวมทั้งการเพิ่มบริการส่งสินค้าไปขายต่างประเทศ ที่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดขาย ที่มาตอบโจทย์เอสเอ็มอี ที่มักจะมีการส่งออกไปขายต่างประเทศ

ผู้บริหารของดีเอชแอล มองว่า การแข่งขันในตลาดขนส่งอีคอมเมิร์ซกำลังแข่งขันกันเข้มข้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เวลานี้ ผู้เล่นมีทั้งรายเล็กและรายใหญ่มากกว่า 20 ราย แต่ที่มีบทบาทในตลาดมีไม่เกิน 10 ราย โดยราคาเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญในการแข่งขัน แต่ก็ต้องมาพร้อมบริการ เพราะลูกค้าบางรายยอมจ่ายราคาแพงขึ้นแลกกับบริการ ถ้าได้ของไม่ใช่ เขาจะย้ายร้านทันที

 

คาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า คือภายในปี 2563 จะโตไปถึง 3 เท่า หรือมีมูลค่า 140,000 ล้านบาท ซึ่งสัดส่วนยอดขายผ่านอีคอมเมิร์ซ  1.7-2% ของยอดค้าปลีกทั้งหมด หากนำไปเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว มีสัดส่วนมากกว่า 10%  สะท้อนว่าอีคอมเมิร์ซในโตได้อีก 5-6 เท่า

 

ปัจจัยที่เป็นแรงหนุน มาจากผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น ผู้ประกอบการ SME ซึ่งถือเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดเอสเอ็มอี  โดยมีทั้งหมด 2.7 ล้านราย หันมาค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซ 3 หมื่น –  4 หมื่นราย และด้วยนโยบายดิจิตอลไทยแลนด์ของรัฐบาล ผลักดันให้เอสเอ็มอีหันมาค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 3 หมื่นราย

เมื่อตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโต ส่งผลให้ “ธุรกิจขนส่ง” เติบโตตามไปด้วย ขณะเดียวกันธุรกิจอีคอมเมิร์ซเองก็ต้องพึ่งพาบริการขนส่งสินค้าจากมืออาชีพ เพราะลูกค้ามักจะเปลี่ยนใจได้เสมอหากได้สินค้าไม่ตรงกับความต้องการ

จากการประเมินของดีเอชแอลพบว่า ธุรกิจขนส่งสินค้าอีคอมเมิร์ซทั่วโลก จะมีสัดส่วน 10% เช่นเดียวกับไทย เมื่อดูจากตลาดอีคอมเมิร์ซจะพุ่งไปถึง 140,000 ล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้า ตลาดขนส่งจะมีมูลค่าสูงถึง 14,000 ล้านบาท

ดีเอชแอลเอง หลังจากที่เข้ามาปักธงธุรกิจขนส่งอีคอมเมิร์ซเมื่อปีที่แล้ว ลงทุนวางระบบและคน เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าได้ 15 ล้านแพ็กเกจต่อปี มีพนักงาน 500 คน ศูนย์กระจายอีก 40 กว่าแห่ง ได้ผลตอบรับดีเกินคาด จึงต่อยอดสเต็ปสอง ขยายเครือข่ายจุดรับสินค้ากระจายสินค้าไปในต่างจังหวัด ซึ่งคาดว่าเติบโตสูงถึง 30-35% คู่แข่งมีน้อย ดีเอชแอลจึงใช้จุดขายเรื่องความเร็วในการจัดส่ง หรือ next day (ส่งวันนี้พรุ่งนี้ได้) มาเป็นยุทธศาสตร์ในการเจาะลูกค้า

ส่วนลูกค้ากรุงเทพฯ เพิ่มบริการรถมารับสินค้าที่บ้าน หรือออฟฟิศ มีข้อแม้ว่าต้องส่ง 10 ชิ้นขึ้นไป รวมทั้งบริการขนส่งไปต่างประเทศ จากเดิมที่ให้บริการแก่ลูกค้า “B 2 B” จะขยายฐานมาที่ลูกค้ารายย่อยหรือ “C 2 C” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งในตลาดสำคัญ

รวมทั้งการเพิ่มบริการส่งสินค้าไปขายต่างประเทศ ที่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดขาย ที่มาตอบโจทย์เอสเอ็มอี ที่มักจะมีการส่งออกไปขายต่างประเทศ

ผู้บริหารของดีเอชแอล มองว่า การแข่งขันในตลาดขนส่งอีคอมเมิร์ซกำลังแข่งขันกันเข้มข้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เวลานี้ ผู้เล่นมีทั้งรายเล็กและรายใหญ่มากกว่า 20 ราย แต่ที่มีบทบาทในตลาดมีไม่เกิน 10 ราย โดยราคาเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญในการแข่งขัน แต่ก็ต้องมาพร้อมบริการ เพราะลูกค้าบางรายยอมจ่ายราคาแพงขึ้นแลกกับบริการ ถ้าได้ของไม่ใช่ เขาจะย้ายร้านทันที

 

กลยุทธ์ในการแข่งขันของดีเอชแอล จึงตั้งธงไว้เลยว่า ทำอย่างไรให้ลูกค้าเลือกใช้สม่ำเสมอ จึงต้องมีทีมงาน มีบริการดี ส่งได้รวดเร็ว ใช้เทคโนโลยีมาช่วย และต้องปรับตัวให้เร็ว รวมทั้งประสบการณ์ที่อยู่ในตลาดมายาวนาน เครือข่ายสาขา 220 แห่งทั่วโลก โดยเป้าหมายของรายนี้ต้องเป็นอันดับ 1 ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

ส่วนพฤติกรรมความต้องการของลูกค้าคนไทย ก็ไม่ต่างจากทั่วโลก “ลูกค้าต้องการการจัดส่งแบบตามใจฉัน” ต่อไปต้องส่งสินค้าถึงรถ หรือเฉพาะเวลาที่กำหนด ลูกค้ามีความต้องการเฉพาะเจาะจงมากขึ้น และจะเป็นแนวนี้เรื่อยๆ

“ลูกค้าคนไทย ให้ความสำคัญกับราคา เพราะจะรู้ราคา ค่าจัดส่งเท่าไหร่ จึงเป็นความท้าทายของผู้ขายและผู้ให้บริการจัดส่ง ที่จะตอบสนองความต้องการเหล่านี้

 

                                               

 

ลาล่ามูฟขอเล่นตลาดขนส่งภายในวันเดียว

ลาล่ามูฟเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยได้ 2 ปีกว่าแล้ว โดยวางจุดยืนเป็นผู้ให้บริการขนส่งสินค้าแบบออนดีมานด์ตลอด 24 ชั่วโมง ให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน มีโมเดลทางธุรกิจแบบ Sharing Economy คือเป็นการหาพาร์ตเนอร์คนขับรถในแต่ละท้องถิ่น แล้วทำการแบ่งรายได้กัน โดยที่ไม่ต้องลงทุนในการหารถ และคนขับเป็นของบริษัทเอง ซึ่งอูเบอร์ และแกร็บก็ใช้โมเดลธุรกิจนี้เช่นกัน

 

 

Cr ที่มาบทความ  :  http://positioningmag.com/1118575

 

 

 


 


SendExpress 140/130 Moo 3 Tumbol Pakred Amphur Pakred Nonthaburi 11120, Thailand.

Hot Line 08-5995-6000