Home | Certficate | Google Map |
ธุรกิจขนส่งไทยในยุค ดิจิทัลโลจิสติกส์

 

คอลัมน์ Smart SMEs โดย พัชร สมะลาภา ผู้บริหารสายงานธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ ธนาคารกสิกรไทย

 

เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ยุคแห่งการเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า Internet of Things (IoT) แม้แต่ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าหรือโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงสายการผลิตก็ต้องมีการปรับตัว ส่วนใหญ่ก็เริ่มมีการนำเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานมาใช้กันบ้างแล้ว เช่น การนำระบบ GPS มาใช้ในการติดตาม 


แต่เมื่อเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลโลจิสติกส์อย่างเต็มตัว การนำอินเทอร์เน็ตมาเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ซัพพลายเออร์ รถบรรทุก โรงงานผลิตสินค้า คลังสินค้า ไปจนถึงลูกค้า กลายเป็นการพลิกบทบาทของทั้งระบบอุตสาหกรรม เนื่องจากสามารถติดตามสถานะการขนส่งได้แบบ Real Time เกิดความแม่นยำในการดำเนินงาน ช่วยประหยัดต้นทุนและเวลา ให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น SMEs ผู้ประกอบธุรกิจ
โลจิสติกส์จึงต้องมีการปรับตัวเพื่อก้าวสู่ยุคดิจิทัลโลจิสติกส์ที่จะเกิดขึ้นดังนี้

1.การนำข้อมูลมาใช้ในการกำหนดทิศทางการให้บริการลูกค้า ข้อมูลจำนวนมาก (Big Data) ที่รวบรวมจากทั้งภายในและภายนอกกิจการ ควรนำมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดทิศทางการบริหารธุรกิจ รวมถึงกำหนดกลยุทธ์การให้บริการลูกค้าเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะตลาด ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับกิจการได้

2.การพัฒนาทรัพยากรบุคคล นับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ แต่ก็ต้องอาศัยระยะเวลาในการพัฒนาทักษะให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะระดับปฏิบัติการ อาทิ คนขับรถบรรทุกข้ามแดนจำเป็นต้องมีทักษะการสื่อสารภาษาต่างชาติ และมีความเข้าใจป้ายจราจรที่เป็นภาษาอังกฤษ รวมทั้งสามารถใช้ทักษะนั้นให้สอดคล้องกับองค์ความรู้ และเทคโนโลยีทางด้านโลจิสติกส์ของธุรกิจได้

3.การกระจายต้นทุนโลจิสติกส์ หัวใจของธุรกิจโลจิสติกส์   คือ การบริหารต้นทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการนำข้อมูลจาก Big Data มาสร้างฐานลูกค้าเพื่อวางแผนการจัดเก็บและกระจายสินค้า เช่น การวางแผนจัดเก็บสินค้าเพื่อให้บริการลูกค้าประเภทเดียวกัน การวางแผนกระจายสินค้าให้กับลูกค้ารายต่าง ๆ ในเส้นทางที่เกิดความคุ้มค่าสูงสุด นอกจากนี้การหาความร่วมมือด้วยการมีพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น การแบ่งพื้นที่จัดเก็บสินค้าระหว่างกัน การว่าจ้างระหว่างกันของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ในเส้นทางที่ทำให้เกิดการประหยัดกว่า ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ SMEs ทุกรายต้องมีการบริหารจัดการให้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ในยุคที่การแข่งขันอย่างรุนแรงเช่นนี้ การพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำ SMEs ไปสู่ความสำเร็จ นอกจากนี้การเปิด AEC ยังเป็นโอกาสทองของ SMEs ผู้ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ไทยซึ่งมีความได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์อยู่แล้ว ดังนั้น การปรับปรุงรูปแบบการให้บริการที่เป็นมาตรฐาน และการนำเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานเข้ามาใช้แล้ว การวางตำแหน่งทางธุรกิจให้ถูกต้องเป็นสิ่งที่ SMEs ต้องเร่งปรับตัวก้าวตามให้ทัน

 

 

Cr : ที่มาบทความ ประชาชาติธุรกิจออนไลน์  www.facebook.com/PrachachatOnline   ทวิตเตอร์ @prachachat


SendExpress 140/130 Moo 3 Tumbol Pakred Amphur Pakred Nonthaburi 11120, Thailand.

Hot Line 08-5995-6000